ถ้าเรานึกถึง brand ไทยโกอินเตอร์ อันดับแรกๆก้อคงจะเป็น Singha beer หรือไม่ก้อ เจ้าดอกจำปี Thai Airways แล้วก้อเป็นที่รู้ๆกันว่า การจะสร้างแบรนด์ให้ประสบตวามสำเร็จในตลาดต่างประเทศนั้นไม่ง่ายเอาเสียเลย เพราะบาง brand ที่ประสบความสำเร็จในต่างแดนบางทีพวกฝรั่งหรือคนเอเชียชาติอื่นๆก้อไม่รู้ด้วยซ้ำว่า brand เหล่านั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศไทย 

ในทางกลับกันตัวผมเองได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ประเทศอเมริกา แล้วก้อได้มีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับ brand ไทยโกอินเตอร์มาเกือบสองปี กิจการร้านอาหารในอเมริกาโดยส่วนมากเมื่อลูกค้าทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วทางร้านก้อจะมีลูกอมมินท์แจกให้เพื่อเป็นของล้างปากก้อมิปาน เช่นกันเมื่อผมมีโอกาสไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทยในอเมริกาลูกอมที่ผมได้ทุกครั้งจากร้านอาหารไทยไม่ใช่มิ้นท์แบบที่เค้าแจกๆกันที่อื่น แต่เป็นลูกอมรสกาแฟโกปิโก้ (ถ้าใครได้ดูรายการชิงร้อยชิงล้านเมื่อหลายปีมาแล้ว ก้อจะเห็นว่าลูกอมโกปิโก้เป็น sponsor ในรายการอยู่สักพักนึง) ซึ่งก้อเป็นลูกอมที่คนไทยรู้จักดีและก้อมีมานานเลยทีเดียวแหละ เพื่อนๆชาวอเมริกันของผมชอบลูกอมโกปิโก้นี้มาก เผลอๆอาจจะชอบมากกว่าอาหารไทยด้วยซ้ำ แล้วก้อรบเร้าให้ผมซื้อลูกอมโกปิโก้มาให้ถ้ามีโอกาสกลับเมืองไทยเมื่อใด

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกว่า ฝรั่งหลายคนชอบลูกอมโกปิโก้นี้ (แม้แต่คุณแม่ของรูมเมทผมยังชอบเลย) และก้ออดภูมิใจมิแทนคนไทยไม่ได้ว่า ลูกอมโกปิโก้จะช่วยทำให้คนต่างชาติชอบอะไรที่เป็นไทยๆมากขึ้น  นอกจากฝรั่งที่จะมากินข้าวที่ร้านอาหารไทยจะต้องสั่ง Singha beer หรือ Chang beer แล้ว ก้อยังต้องถามหาถึงลูกอมโกปิโก้นี้อีกด้วย แล้วก้ออีกไม่นานจะได้เห็นลูกอมโกปิโก้ go inter แน่ๆ  แต่ความคิดนั้นก้อมีอันเป็นอันต้องพังทลายลงเมื่อคืนนี้เพราะผมพึ่งค้นพบว่า ลูกอมโกปิโก้ไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยเลยยกเว้นแค่ผลิตที่เมืองไทย แต่เค้าก้อยังผลิตที่อื่นด้วย เช่น อินโดนีเซีย 

แล้วพวกฝรั่งหัวทองที่ยังหลงคิดว่า ลูกอมโกปิโก้สุดอร่อยมาจากเมืองไทย โดยคนไทย เจ้าของคนไทยหละ?? แบบนี้ร้านอาหารไทยทั้งหลายในต่างแดนควรจะหันมาแจกพวก ลูกอมโบตัน แทนแล้วหละ จะได้มั่นใจได้ว่าเป็นไทยแท้ 100% พยายามกันใหม่อีกรอบนึงละกัน 

ปล. สิ่งนี้สอนให้รู้เกี่ยวกับ the power of context in communication ลูกอมโกปิโก้ เป็นใครก้อไม่รู้แต่มาอยู่ใน context อย่างร้านอาหารไทยก้อสามารถทำให้คนคิดไปต่างๆนาๆเองได้ว่า ลูกอมโกปิโก้เป็นชายไทยแท้ๆ  

A Prologue : บทเริ่มต้น

posted on 24 Jun 2009 00:38 by hioakie

สวัสดีฮะ คนอ่าน blog Creative Strategist (อันนี้เป็น entry แรก จะมีใครอ่านหรือยังน้า) อย่างไรก็ตามขอบคุณมากถ้าคุณกำลังอ่าน entry อันแรกอันนี้เพราะบทเริ่มต้นนี้มีความสำคัญเป็นอันมากในการ set direction ของ blog นี้ในอนาคต ด้วยความตั้งใจที่อยากให้พื้นที่ดิจิตอลเล็กๆ ที่ exteen นี้เป็นที่ๆผมจะได้ออกกำลังด้านความคิด รวบรวมไอเดีย พร้อมกับมีโอกาสในการแบ่งปันไปสู่คนอื่นๆด้วยในเวลาเดียวกัน

ทำไมต้องเป็น Creative Strategist ด้วย? ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตของผมผูกพันกับโฆษณามาโดยตลอดและมันก็เป็นสิ่งที่ผมรักที่จะอยู่กับมัน ความท้าทายของมันคือ ทำสิ่งที่คนไม่ชอบให้คนเหล่านั้นสนใจ (จริงๆมีเรื่องของการขายของซึ่งเป็นหัวใจของมัน แต่ขอยกไปพูดทีหลังละกัน) People hate advertising! Our job is to make them like it. กี่ครั้งก็ตามที่ผมมีโอกาสได้ดูงานประกวดของวงการโฆษณา ก็จะได้เห็นเหล่า creative directors, art directors and copywriters ได้เครดิตกันเป็นมาตรฐาน แต่ไม่ค่อยจะได้เห็น account planner, brand planner หรือ strategic planner ได้เครดิตกับงานที่คนเหล่านั้นมีส่วนในชิ้นงานที่ได้รับรางวัล ผมคิดว่าบุคคลเหล่านั้นถูก underrated ทั้งๆที่การวางแผนงานโฆษณาก็เป็นส่วนที่สำคัญมากเช่นกัน นี่จึงเป็นที่มาของ Creative Strategist เพราะผมคิดว่าชื่อมันดูเก๋ดี แล้วก็เป็นชื่อที่อ่านแล้วหยุดความสนใจว่ามันคืออะไร 

blog Creative Strategist นี้จะเป็นที่ๆผมจะแสดงความคิดเห็นต่างมากมายตั้งแต่ marketing, branding, advertising, research, creativity, culture, pop culture, and etc. โดยจะพยายามโยงสาระให้เกี่ยวกับวงการโฆษณาให้ได้ดีที่สุด blog นี้ไม่ใช่ blog Gossip Girl style หรือตีแผ่วงการ แต่เป็นแค่เพียงความคิดเห็นของคนเพียงคนหนึ่งโดยไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มหรือบริษัทใดๆก็คอยติดตาม entry ที่จะมีมาเรื่อยๆนะครับ

ปล. ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ถ้าเขียนไทยปนอังกฤษไปด้วยคงจะไม่มีปัญหาอะไรเพราะคำบางคำอธิบายได้ดีกว่าโดยการใช้ภาษาอื่น ต้องขออภัยล่วงหน้าสำหรับคนเลือดรักชาติแรง